วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่  7

วันพฤหัสบดี   ที่  3  ตุลาคม   2562


    การนำเสนอรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัยในเรื่องต่างๆ ดังนี้



กลุ่มที่  1    เรื่อง  การส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม " "เล่นกับลูกปลูกภาษา"  
หลักสูตรปริญญา : การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ปีที่ทำวิจัย : พ.ศ.2554
ผู้วิจัย : อารีย์   คำสังฆะ

1.บทนำ  ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
       1.1 ภาษาเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงอารยธรรมของมนุษย์ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นชนเผ่าและความเป็นชนชาติได้ดี
       1.2 ภาษาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้รอบตัวขอองเด็กตั้งแต่เกิด และเป็นสื่อในการเรียนให้ได้ความรู้ประสบการณ์ต่างๆ
       1.3 เด็กสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในยุคสารสนเทศผ่านภาษา 
       1.4 การส่งเสริมความสามารถทางภาษาให้กับเด็กสามารถทำได้หลายวิธี  เช่น  การเล่านิทาน  การเล่นนิ้วมือ  การเล่น ทายปัญหา  ร้องเพลง  หรือแม้การสนทนาของบุคคลรอบข้าง
       1.5 การส่งเสริมให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนเอง ที่มีต่อการเรียนรู้ของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญ
       1.6 หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย  การที่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้
       1.7 การเรียนรุู้ภาษาเกิดขึ้นได้ทุกที่และควรมีความร่วมมือกับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กตามศักยภาพ  

2.วัถตุประสงค์การวิจัย
       2.1 เพื่อพัฒนาการทางด้านภาษาด้านความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม ''เล่นกับลูกปลูกภาษา"
       2.2 เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม  ''เล่นกับลูกปลูกภาษา" 
        
3.ขอบเขตการศึกษาการวิจัย
       3.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
           พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553  โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน  แขวงแสนแสบ  สำนักงานเขตมีนบุรี  สังกัดกรุงเทพมหานคร  จำนวน 2  ห้องเรียน  นักเรียน 50 คน
       3.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
           พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553  โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน  แขวงแสนแสบ  สำนักงานเขตมีนบุรี  สังกัดกรุงเทพมหานคร    จำนวน 25 คน  ที่ได้จาการสุ่มอย่างง่ายโดยจับสลาก
  
4.ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
        4.1 ตัวแปรอิสระ :  ชุดกิจกรรม  ''เล่นกับลูกปลูกภาษา" 
        4.2 ตัวแปรตาม  :   ความเข้าใจภาษา

5.นิยามศัพท์เฉพาะ 
        5.1 เด็กปฐมวัย    
           หมายถึง  นักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี   ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553  โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน  แขวงแสนแสบ  สำนักงานเขตมีนบุรี  สังกัดกรุงเทพมหานคร 
        5.2 ผู้ปกครอง   
           หมายถึง  พ่อแม่  ญาติ พี่ น้อง หรือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก ให้การอุปการะเลี้ยงดูให้ความรัก เอาใจใส่ตลอดจนให้การศึกษากับเด็กเป็นกลุ่มตัวอย่าง
        5.3 ชุดกิจกรรม "เล่นกับลูกปลูกภาษา" 
           หมายถึง เอกสารให้ความรู้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาความเข้าใจของเด็กปฐมวัย  ประกอบไปด้วย เอกสารให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง  แบบบันทึกพฤติกรรมเด็กในระหว่างการทำกิจกรรม ทั้งนี้เด็กก็จะได้เรียนรู้ภาษาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ในชุดกิจกรรม 8 ชุด  ประกอบไปด้วย    ชุดที่ 1 นิทานหรรษา    ชุดที่ 2  ปริศนาฮาเฮ   ชุดที่ 3 นิ้วมือมหัศจรรย์    ชุดที่ 4 อักษรซ่อนหา   ชุดที่ 5 นิทานย้อนกลับ  ชุดที่ 6 ภาษาในครัว  ชุดที่ 7 นักสืบน้อย    ชุดที่ 8  จ๊ะเอ๋ชื่อใครเอ่ย
ซึ่งแต่ละชุดประกอบไปด้วย 3  ส่วน
          ส่วนที่ 1  เกร็ดความรู้ผู้ใหญ่   เป็นส่วนการให้ความรู้ผู้ปกครอง ในเรื่องพัฒนาการเด็กปฐมวัยพัฒนาการทางด้านภาษา
          ส่วนที่ 2 มาสนุกด้วยกันสิ   เป็นวิธีการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก  เช่น การเล่านิทาน   ทายปริศนา  เป็นต้น
          ส่วนที่ 3 เรื่องเล่าจากบ้าน  เป็นส่วนของการพูดคุย ซักถาม และเขียนคำตอบ  หรือผลการปฏิบัติกิจกรรม
        5.4 ความเข้าใจภาษา
             หมายถึง  การที่เด็กปฐมวัยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง5 รับข้อมูลไปสู่กระบวนการคิด  แล้วแสดงออกถึงความเข้าใจด้วยการพูดที่สื่อความหมายว่าเข้าใจความหมายของคำประโยค  ในวิจัยครั้งนี้ศึกษาเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย 2 ด้าน ได้แก่
           1.การใช้คำอย่างมีจุดหมาย
           2.การใช้ประโยชน์เพื่อสื่อความหมาย

6.สมมติฐานการวิจัย
        เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมด้วยชุดกิจกรรม "เล่นกับลูกปลูกภาษา" โดยผู้ปกครองมีความเข้าใจภาษาหลังทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนทำกิจกรรม
       
7.วิธีการดำเนินการวิจัย
        7.1 ประชากร 
             ได้แก่  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553  โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน  แขวงแสนแสบ  สำนักงานเขตมีนบุรี  สังกัดกรุงเทพมหานคร  จำนวน 2  ห้องเรียน  นักเรียน 50 คน
        7.2  กลุ่มตัวอย่าง
              ได้แก่  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553  โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน  แขวงแสนแสบ  สำนักงานเขตมีนบุรี  สังกัดกรุงเทพมหานคร    จำนวน 25 คน  ที่ได้จาการสุ่มอย่างง่ายโดยจับสลาก 1 ห้องเรียน
  
8.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
        8.1 ชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา"
        8.2 แบบวัดความเข้าใจภาษาเด็กปฐมวัย
        8.3 แบบวิเคราะห์เข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย
       
9.การดำเนินการวิจัย
การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
         9.1 ชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา"  ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาความเข้าใจทางภาษาของเด็กปฐมวัย จำนวน 8 ชุด  สร้างเครื่องมือตามลำดับขั้นตอน  ดังนี้
      -ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด  ทฤษฎี  หลักการสอนและหลักการจัดกิจกรรมตามแนวการสอนแบบภาษาธรรมชาติ
      -ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย
      -ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการให้ความรู้ผู้ปกครองและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
      -ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ตลอดจนคู่มือหลักสูตร
      -สร้างชุดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและกิจกรรมที่ผู้ปกครองที่ต้องทำร่วมกับเด็ก
      -นำชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญ ตรวจพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาและกิจกรรมเพื่อปรับปรุงแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญ
      -นำชุดกิจกรรมที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ Try Out กับผู้ปกครองและเด็ก
      -นำชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา" นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
           9.2 แบบแผนการทดลองและวิธีการทดลอง
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง  ซึ่งผู้วิจัยได้ทดลองแบบ One-Group   Pretest-Postest  Design  ซึ่งมีแบบแผนทดลอง  ดังนี้
      -จัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน Baseline Data  ความเข้าใจทางภาษาของกลุ่มตัวอย่าง 25 คน ก่อนใช้ชุดกิจกรรม
      -ประชุมนิเทศผู้ปกครอง
      -ผู้วิจัยแจกชุดกิจกรรมให้เด็กในวันจันทร์  เพื่อให้เด็กและผู้แกครองนำไปทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งสัปดาห์
      -ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย สังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมพร้อม คำพูดของเด็กกลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คน ขณะทำกิจกรรม
      -จัดเก็บข้อมูล เด็กกลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คน หลังการใช้ชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา"
      -นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ เพื่อสรุปผลการวิจัย

10.การวิเคราะห์ข้อมูล
        10.1 เก็บรวบรวมข้อมูลความเข้าใจทางภาษาก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา" ด้วยแบบวัดความเข้าใจทางภาษาของเด็กปฐมวัย 
        10.2 เก็บรวบรวมข้อมูลการทำชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา" ของผู้ปกครองจากส่วนเรื่องเล่าจากบ้านในชุดกิจกรรม
        10.3 เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรม คำพูดของเด็กโดยผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยนำข้อมูลมาตรวจสอบความถูกต้อง
        10.4 รวบรวมข้อมูลผลการวิเคราะห์ทางสถิติเขียนรายงานการวิจัย 

11.สถิติที่ใช้ในการวิจัย
          11.1 การคำนวณหาค่าความยาก-ง่าย
          11.2 การคำนวณหาค่าอำนาจจำแนก
          11.3 การคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น
          11.4 หาค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหาและกิจกรรม
          11.5 การคำนวณหาค่าเฉลี่ยของคะแนน (MEAN)
          11.6 การคำนวณหาค่าความเบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard deviation)
          11.7 เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างของคะแนนค่าเฉลี่ยก่อนและหลังทำการทดลอง  ใช้สูตร  t-test  Dependele
      
12.สรุปผลการวิจัย
        12.1 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผูัปกครองใช้ชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา"   มีพัฒนาการความเข้าใจภาษา โดยรวมสูงขึ้นร้อยละ 52.72 ของความสามารถพื้นฐานเดิม
        12.2 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม"เล่นกับลูกปลูกภาษา"   มีความเข้าใจภาษาโดยรวมและจำแนกรายด้าน คือ การใช้คำอย่างมีจุดมุ่งหมายและการใช้ประโยคเพื่อสื่อความหมายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   
          
                                                                                                                       

กลุ่มที่  2    เรื่อง  การพัฒนาโปรแกรมมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
การวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
ปีที่ทำวิจัย : พ.ศ.25571
ผู้วิจัย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญไท  เจริญผล
           นางสาวภัทราวรรณ  จันทร์เนตร์
           นางสาวภรภัทร  นิยมชัย

1. บทนำ  ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
่     1.1 การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคมที่สำคัญยิ่งต่อสังคมมนุษย์ในอันที่จะสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นและทำให้สังคมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
     1.2 การพัฒนาทักษะทางภาษาเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญต่อชีวิตมนุษย์ในยุคปัจจุบันช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น
     1.3 ผู้ปกครองนับว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะผู้มีบทบาทในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานให้เติบโตเป็นเยาวชนของชาติที่มีคุณภาพและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ
     1.4 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย  จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาเด็กให้มีนิสัยรักการอ่านและเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กได้อีกทางหนึ่ง

2.วัตถุประสงค์การวิจัย
      2.1 เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
      2.2 เพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย

3.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 
      3.1 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
      3.2 เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาให้มีนิสัยรักการอ่าน
      3.3 เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางการจัดการโปรแกรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านอื่นๆ โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
      3.4 เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยระดับอุดมศึกษาในรายวิชาการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย รายวิชาสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย รายวิชานิทานละครและหุ่นสำหรับเด็กปฐมวัย และรายวิชาการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย


4.ขอบเขตการศึกษาวิจัย
       4.1 ประชากร
             -ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปี่ที่ 2 ของโรงเรียนวัดมเหยงค์  อ.นครหลวง
.พระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 37 คน
             -เด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปี่ที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 ของโรงเรียนวัดมเหยงค์ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 37 คน
        4.2 กลุ่มตัวอย่าง
             -ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี  ชั้นอนุบาลปี่ที่ 2 ของโรงเรียนวัดมเหยงค์
อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 20 คน
             -เด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปี่ที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556
ของโรงเรียนวัดมเหยงค์ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 20 คน

5.ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
         5.1 ตัวแปรอิสระ/ตัวแปรต้น /ตัวจัดกระทำ
                    -โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
         5.2  ตัวแปรตาม 
                     -นิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ด้านความสนใจในการอ่าน  และด้านพฤติกรรมการอ่าน

6.นิยามศัพท์เฉพาะ
         6.1 เด็กปฐมวัย
              เด็กนักเรียนชายหญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 ของโรงเรียนวัดมเหยงค์ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1
         6.2  ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
           พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หรือบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ชิดเด็กให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้ความรัก เอาใจใส่ อบรมสั่งสอน ตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก
         6.3 นิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
              การแสดงออกถึงความพอใจในการดูหนังสือภาพของเด็กปฐมวัยจากการอ่านหนังสือโดยผู้ปกครอง ความสนใจในการอ่านของเด็กปฐมวัย  ตลอดจนพฤติกรรมที่เด็กปฐมวัยแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะฟังนิทานจากผู้ปกครอง พฤติกรรมที่บ่งบอกถึงนิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านความสนใจในการอ่านและด้านพฤติกรรมการอ่าน

7.สมมติฐานการวิจัย
        เด็กปฐมวัยที่ใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย มีการพัฒนานิสัยรักการอ่านสูงขึ้น

8.วิธีการดำเนินการวิจัย
       8.1 คณะผู้วิจัยทำหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงเรียนวัดมเหยงค์ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 เพื่อขออนุญาตทำการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล
       8.2 ขอความอนุเคราะห์ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดมเหยงค์ ส่งใบสมัครให้ผู้ปกครองและเด็กปฐมวัย     เข้าร่วมโครงการวิจัยจำนวน 20 คน
       8.3 ประชุมชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบเกี่ยวกับรายละเอียดของโปรแกรมการส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้มีนิสัยรักการอ่านและวัดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยและให้ผู้ปกครองสังเกตพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลอง
       8.4 ดำเนินการทดลองตามแผนโครงการวิจัย
       8.5 วัดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยและให้ผู้ปกครอง สังเกตพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยหลังการทดลอง
       8.6 นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ
     
9.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย     
       9.1 โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
       9.2 แบบวัดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
       9.3 แบบสังเกตพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย

10.การวิเคราะห์ข้อมูล
       10.1 ค่าสถิติพื้นฐาน
       10.2 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานเปรียบเทียบคะแนนก่อนทดลองและหลังการทดลองโดยใช้ t-test แบบ Dependent Samples

11.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
      11.1 ค่าเฉลี่ย
      11.2 ค่า S.D.
      11.3 ค่า IOC
      11.4 ค่า t-test

12.สรุปผลการวิจัย
      12.1 ผู้ปกครองที่ใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสันรักการอ่านของเด็กปฐมวัย มีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมเด็กปฐมวัยนิสัยรักการอ่านสูงขึ้นหลังการทดสอบ
      12.2 เด็กปฐมวัยที่ใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย  มีการพัฒนานิสัยรักการอ่านสูงขึ้นหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  

         
                       

กลุ่มที่  3    เรื่อง  การศึกษาผลของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองในการสอนความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
การศึกษาระดับ : หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ปีที่ทำวิจัย: 2533
ผู้วิจัย : วรยา กาญจนชาติ

1. บทนำ  ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
    1.1 จากการสำรวจการเล่นของเด็กชนบทในชุมชนเกษตรกรรมพบว่า ไม่มีของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา หรือของเล่นเพื่อการศึกษาแต่อย่างใด
    1.2 พ่อแม่ยังมองไม่เห็นความสำคัญของการเล่น และของเล่นที่ส่งเสริมความพร้อมทางสติปัญญาเท่าที่ควร โดยคิดว่าของเล่นและการเล่นของเด็กมีประโยชน์เพียงให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน
    1.3 พ่อแม่ขาดความรู้ความเข้าใจในการให้อบรมเลี้ยงดูที่ถูกวิธี ละเลยบทบาทหน้าที่ของตนในการให้การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเบื้องต้นแก่ลูกหลานของตนให้มีพัฒนาการที่เหมาะสม
    1.4 ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาว่า การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองในการสอนความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็ก โดยผู้ปกครองคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย
    1.5 ผู้ปกครองเรียนรู้วิธีการสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการด้านความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ได้ดีกว่าเดิม 

2.วัตถุประสงค์การวิจัย
       เพื่อเปรียบเทียบความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ -4 ปีบริบูรณ์ ในชนบทที่สอนโดยผู้ปกครองซึ่งคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กด้วยตัวเองหลังจากได้รับการศึกษาโดยคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัยกับผู้ปกครองซึ่งเรียนรู้วิธีสอน และการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

3.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ      
     3.1 ทำให้ทราบผลของความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่สอนโดยผู้ปกครองที่ได้รับการศึกษาที่แตกต่างกัน
     3.2 เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนเองในการสอนลูกหลานให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆได้ด้วยตนเอง

4.ขอบเขตการศึกษาวิจัย
   4.1 ประชากร 
          ได้แก่ ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย และเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ -4 ปีบริบูรณ์ ในเขตพัฒนา อำเภอ บางเลน จังหวัดนครปฐม ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนด ในปี พ.ศ.2532
         1.ผู้ปกครองมีคุณสมบัติ  ดังนี้
                    -อายุระหว่าง 25-40 ปี
                    -การศึกษาจบชั้นประถมศึกษาปีที่4-7
                    -มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวประมานเดือนละ2000ถึง 4000
          2. เด็กมีคุณสมบัติ  ดังนี้
                    -มีอายุระหว่าง 2 ½ -4 ปีบริบูรณ์ในวันที่ทำการทดลอง
                    -ไม่เคยเข้ารับการอบรมเลี้ยงดูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หรือศูนย์โภชนาการของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือสถาบันรับเลี้ยงเด็กใดๆมาก่อน
                    -เป็นเด็กที่มีผู้ปกครองตามคุณสมบัติข้อที่1.1 และมีบิดาอยู่ด้วยตลอดระยะเวลาของการทดลอง
    4.2 กลุ่มตัวอย่าง 
          ได้แก่  ผู้ปกครองและเด็กมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อที่1 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple Random)จำนวน25คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง2กลุ่ม กลุ่มทดลองที่1 จำนวน14คู่ กลุ่มทดลองที่2 จำนวน11คู่

5.ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
     5.1 ตัวแปรต้น   
            ได้แก่   การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองในการสอนเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 1/2 - 4 ปีบริบูรณ์ ให้มีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ 2 วิธี คือ
    วิธีที่ 1 ให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองโดยให้ผู้ปกครองคิดวิธีการสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย
    วิธีที่ 2 ให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองโดยให้ผู้ปกครองคิดวิธีการสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
     5.2 ตัวแปรตาม  
             ได้แก่  การพัฒนาด้านความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 1/2 - 4 ปีบริบูรณ์

6.นิยามศัพท์เฉพาะ
     6.1 ผู้ปกครอง 
            หมายถึง มารดาของเด็กปฐมวัยอายุ ระหว่าง 2 1/2 - 4 ปีบริบูรณ์ ที่มีอายุ 25 – 40 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ทำการทดลอง มีบิดาอยู่ด้วยตลอดระยะเวลาของการทดลอง
     6.2 เด็กปฐมวัย 
            หมายถึง เด็กที่มีอายุระหว่าง 2 1/2 - 4 ปีบริบูรณ์ในวันที่ทำการทดลอง เป็นเด็กที่ไม่เคยเข้ารับการอบรมเลี้ยงดูจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หรือสถานรับเลี้ยงเด็กใดๆมาก่อน และมีผู้ปกครองตามคุณสมบัติข้อที่ 1
     6.3 การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง 
            หมายถึง การวางพื้นฐานในการคิดและการจัดหาสื่อในการเด็กให้มีพัฒนาการด้านความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมี 2 วิธี คือ
           -ผู้ปกครองคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย 3 เรื่อง คือ เรื่องวงกลม สี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยม เรื่องละ 2 สัปดาห์ รวม 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นผู้ปกครองคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กเองอีก 4 เรื่อง คือ เรื่อง ใหญ่ – เล็ก ยาว – สั้น หนัก – เบา และ มาก – น้อย 
           -ผู้ปกครองเรียนรู้วิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3 เรื่อง คือ เรื่องวงกลม สี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยม เรื่องละ 2 สัปดาห์ รวม 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นผู้ปกครองคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กเองอีก 4 เรื่อง คือ เรื่อง ใหญ่ – เล็ก ยาว – สั้น หนัก – เบา และ มาก – น้อย
    6.4 ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 1/2 - 4 ปีบริบูรณ์
              หมายถึง ความสามารถในการชี้หรือบอกลักษณะของสิ่งของได้ถูกต้องดังนี้ คือ
        6.4.1 ใหญ่ – เล็ก
        6.4.2 ยาว – สั้น
        6.4.3 หนัก – เบา
        6.4.4 มาก – น้อย
ซึ่งสามรถวัดได้จากแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

7.สมมติฐานการวิจัย
       ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ -4 ปี บริบูรณ์ ในชนบทที่สอนโดยผู้ปกครองที่ได้รับการศึกษาโดยวิธีที่ 1 และ 2 แตกต่างกัน

8.วิธีการดำเนินการวิจัย
       8.1 ประชากร  
               ที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้เป็นผู้ปกครองของเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2  ½ -  4 ปีปริบูรณ์   ในเขตพัฒนาอำเภอบางแสน จังหวัดนครปฐม  ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในปี พ.ศ. 2532
         8.1.1 ผู้ปกครองมีคุณสมบัติ  ดังนี้
                -อายุระหว่าง  25-40 ปี
                -การศึกษาจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6
                -มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวประมาณเดือนละ  2,000  ถึง   4,000  บาท
          8.1.2  เด็กมีคุณสมบัติ   ดังนี้
                -มีอายุระหว่าง  2 ½  -  4 ปีบริบูรณ์ในวันที่ทำการทดลอง
                -ไม่เคยเข้ารับการอบรมเลี้ยงดูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมการพัฒนาชุมชน   กระทรวงมหาดไทย  หรือศูนย์โภชนาการของกรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุขหรือสถานรับเลี้ยงเด็กใดๆมาก่อน
                -เป็นเด็กที่มีผู้ปกครองตามคุณสมบัติข้อที่  1.1
      8.2 กลุ่มตัวอย่าง 
             ได้แก่  ผู้ปกครองและเด็กที่มีคุณสมบัติที่กำหนด ในข้อที่ 1 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  (Simple Random) จำนวน 25 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม  กลุ่มทดลองที่ 1 (14 คู่)   กลุ่มทดลองที่ 2 จำนวน  (11  คู่)   โดยการจับฉลาก ซึ่งได้มา    ดังนี้
     หมู่บ้านที่  2  และ 5      จำนวน 14 คู่      เป็นกลุ่มทดลองที่ 1
     หมู่บ้านที่  4                 จำนวน 11 คู่      เป็นกลุ่มทดลองที่ 2

9.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย     
     9.1 ชุดการสอนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดรวบยอดทางศาสตร์ เรื่อง รูปวงกลม  สีเหลี่ยม และสามเหลี่ยม ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับผู้ปกครองกลุ่มที่เรียนรู้วิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอน
     9.2 แบบันทึกวิธีสอนและรายชื่อสื่อสำหรับผู้ปกครองกลุ่มที่คิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย เรื่อง  รูปวงกลม  สีเหลี่ยม และสามเหลี่ยม ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้บันทึก หลังจากผู้ปกครองคิดวิธีสอนและสื่อที่ใช้ในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัยแล้ว
     9.3 แบบบันทึกปริมาณการใช้สื่อในการสอนเด็กสำหรับผู้ปกครอง ซึ่งผู้วิจัยใช้บันทึกรายชื่อสื่อ และจำนวนสื่อ ที่ผู้ปกครองทั้ง 2 กลุ่มใช้สอนเด็ก เรื่อง ใหญ่ – เล็ก   ยาว – สั้น  หนัก – เบา  และ มาก –  น้อย
      9.4 แบบทดสอบความคิดรวบยอดทางคณิตสาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ - 4 ปีบริบูรณ์   เรื่อง  ใหญ่ – เล็ก   ยาว – สั้น  หนัก – เบา  และ มาก –  น้อย

10.การดำเนินการวิจัย
        การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ผู้วิจัยดำเนินตามแบบแผนการวิจัยแบบ Randomized Control – Group Pretest – Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2518 : 216 )
การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน
10.1 ดำเนินการ    ดังนี้
      -ผู้วิจัยให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง 2 กลุ่ม  เกี่ยวกับวิธีสอน การใช้สื่อ และ ขั้นตอนในการสอนเด็กปฐมวัย โดยผู้วิจัยสาธิตให้ผู้ปกครองดู 4 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1  ให้เด็กเรียนรู้จากของจริง โดยให้เด็กดู สัมผัส จับต้อง ลูบคลำสิ่งของที่จะให้เด็กเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 2  ให้เด็กรู้จักชื่อ ลักษณะและคุณสมบัติของสิ่งของ
ขั้นตอนที่ 3  ให้เด็กแยกแยะประเภทของสิ่งของตามลักษณะและคุณสมบัติ
ขั้นตอนที่ 4   สรุป
    10.1.1 ผู้ปกครอง 2 กลุ่ม  สอนตามวิธีการที่ผู้วิจัยกำหนดให้
    กลุ่มที่ 1 ผู้ปกครองคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย และสอนเด็ก 3 เรื่อง เรื่องละ 2สัปดาห์ รวมเป็น 6 สัปดาห์
-สัปดาห์ที่ 1-2 เรื่องรูปวงกลม
-สัปดาห์ที่ 3-4 เรื่องรูปสี่เหลี่ยม
-สัปดาห์ที่ 5-6 เรื่องรูปสามเหลี่ยม
     กลุ่มที่ 2 ผู้ปกครองคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และสอนเด็ก 3 เรื่อง เรื่องละ 2สัปดาห์ รวมเป็น 6 สัปดาห์
-สัปดาห์ที่ 1-2 เรื่องรูปวงกลม
-สัปดาห์ที่ 3-4 เรื่องรูปสี่เหลี่ยม
-สัปดาห์ที่ 5-6 เรื่องรูปสามเหลี่ยม
10.2 ผู้วิจัยดำเนินการ   ดังนี้
                 1.ผู้วิจัยทำการทดสอบเด็กด้วยแบบทดสอบความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ใหญ่ – เล็กยาว – สั้น หนัก – เบา และ  มาก – น้อย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นก่อนที่ผู้ปกครองจะสอนเด็ก เพื่อคัดเลือกเด็กที่ยังไม่มีความคิดรวบยอด ในเรื่องดังกล่าวโดยยึดหลักเกณฑ์ที่ว่า เด็กที่ทำแบบทดสอบได้ในแต่ละเรื่องไม่เกิน 3 ข้อ จากแบบทดสอบทั้งหมด 10 ข้อ เป็นเด็กที่ยังไม่มีความคิดรวบยอดในเรื่องนั้น
                  2.ผู้ปกครองทั้ง 2 กลุ่ม คิดวิธีและจัดหาสื่อในการสอนเด็กด้วยตนเองตามหัวข้อเรื่องที่ผู้วิจัยกำหนดให้ 4 เรื่อง เรื่องละ 1 สัปดาห์ รวม 4 สัปดาห์ตามลำดับ คือ
-สัปดาห์ที่ 1 เรื่อง ใหญ่-เล็ก
-สัปดาห์ที่ 2 เรื่อง ยาว-สั้น
-สัปดาห์ที่ 3 เรื่อง หนัก-เบา
-สัปดาห์ที่ 4 เรื่อง มาก-น้อย
10.3  ทำการทดสอบเด็กหลังการสอนชองผู้ปกครอง ด้วยแบบทดสชุดเดียวกับก่อนการสอนของผู้ปกครอง สัปดาห์ละ 1 เรื่อง
10.4  นำคะแนนที่เด็กทำได้ก่อนการสอนของผู้ปกครองและหลังการสอนของผู้ปกครอง มาหาค่าเฉลี่ยและเปรียบเทียบกัน

11.การวิเคราะห์ข้อมูล
       นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบเด็กทั้ง 2  กลุ่ม  ก่อนและหลังการทดสอบในขั้นตอนที่ 2  เรื่องใหญ่-
เล็ก  ยาว-สั้น  หนัก-เบา  และ มาก-น้อย  ไปหาค่าเฉลี่ย แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้ T-test ในรูป Difference  Score ของ  Scott

12.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
      12.1 การหาค่าเฉลี่ย
      12.2 การหาความยากง่าย

13.สรุปผลการวิจัย
     ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ -4 ปีบริบูรณ์ ในชนบทที่สอนโดยผู้ปกครองที่ได้รับการศึกษาโดยคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย และเรียนรู้วิธีการสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ


กลุ่มที่ 4  เรื่อง  การพัฒนาโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครอง ในการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยอนุบาลด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
การศึกษา: ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต   มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์
ปีที่ทำวิจัย: 2540
ผู้วิจัย:  นางสาวเจนจิรา คงสุข  

1.บทนำ  ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
      1.1 ปัญหาเด็กที่อยู่ในชนบทขาดการพัฒนาตามวัยอย่างต่อเนื่องครบทุกด้านโดยเฉพาะการพัฒนาทางสุขภาพ
      1.2 ผู้ปกครองในหมู่บ้านชนบทของไทย มีประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็ก
      1.3 ปัญหาการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กสามารถพิจารณาได้จากการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองในชนบท
      1.4 ความเสื่อมถอยของบทบาทครอบครัวในการขาดการเตรียมตัวที่จะเป็นพ่อแม่
      1.5 ปัญหาการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยอนุบาลในชนบท ต้องครอบคลุมสมาชิกในครอบครัวและตัวผู้ปกครองเองด้วย

2.วัถตุประสงค์การวิจัย
       เพื่อพัฒนาโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล ด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

3.ขอบเขตการศึกษาการวิจัย
      3.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย 
            ผู้ปกครองของเด็กอนุบาลทั้งหมดในหมู่บ้านหนองกก หมู่ที่ 4 ตำบลพัฒนา อำเภอพรพิน จังหวัดนครศรีธรรมราช  ในปี พ.ศ. 2540 มีจำนวนทั้งสิ้น 39 คน
      3.2 ระยะเวลาในการทำวิจัย 
           ผู้วิจัยใช้เวลาเก็บข้อมูลพื้นฐานเพื่อสร้างโปรแกรม เป็นเวลา 5 เดือน  และดำเนินการทดลองใช้โปรแกรม รวมทั้งติดตามผลการใช้โปรแกรม เป็นเวลา 3 เดือน รวมทั้งสิ้น 8 เดือน

4.ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
      4.1 ตัวแปรต้น
             ได้แก่  โปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กอนุบาล  ด้วยรูปแบบการใช้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
      4.2 ตัวแปรตาม
              ได้แก่  แบบแผนพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กอนุบาล

5.นิยามศัพท์เฉพาะ 
      5.1 รูปแบบการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา 
แนวทางการดำเนินการเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในชนบทเข้าร่วมกลุ่มกันทำกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดระบบ ความคิด และความรู้และความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตน เพื่อประมวลความรู้ความเข้าใจของตน
      5.2 การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กอนุบาล 
การปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้เด็กอนุบาลเป็นผู้มีสุขภาพดี และมีอัตราการเจริญเติบโตเหมาะสมกับวัย
      5.3 โปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล ด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา 
แผนการจัดการศึกษาสำหรับผู้ปกครองซึ่งได้จากการนำแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ปกครอง การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาบาลและรูปแบบการให้ชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
      5.4 ขั้นเตรียมการ
การดำเนินการเพื่อการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของผู้ปกครองของเด็กวัยอนุบาลในชุมชน เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ทั่วไป และส่งเสริมพัฒนาการร่างกายของเด็กวัยอนุบาล
      5.5 ขั้นจัดกิจกรรม                                                                                                                การดำเนินการเพื่อกระตุ้นให้ผู้ปกครองเกิดความตระหนักและแก้ปัญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการร่างกายของเด็กวัยอนุบาล บนข้อมูลพื้นฐานของข้อมูลและแผนที่ได้เตรียมไว้ในขั้นเตรียมการ
      5.6 การพัฒนาโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล ด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา                  กระบวนการซึ่งประกอบด้วยการนำแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ปกครอง การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล และรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
      5.7 ผู้ใช้โปรแกรม                                                                                                                  ครู เจ้าหน้าที่อนามัย หรือนักพัฒนาซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ที่เป็นตัวแทนรัฐบาลหรือเอกชนที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนในภาคใต้
      5.8 ผู้ปกครอง                                                                                                                       พ่อแม่ หรือ ผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับเด็กโดยอยู่ร่วมกันในครอบครัว มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัยอนุบาล
      5.9  เด็กวัยอนุบาล                                                                                                                  เด็กอายุระหว่าง 3-6 ปี

6.สมมติฐานการวิจัย / คำถามของการวิจัย
        ผู้ปกครองของเด็กวัยอนุบาลมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล  หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล  ด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา หรือไม่ อย่างไร

7.วิธีการดำเนินการวิจัย
       7.1 ประชากร  
             ผู้ปกครองของเด็กวัยอนุบาลทั้งหมดในหมู่บ้านหนองกก หมู่ที่ 4 ตำบลพัฒนา อำเภอพรพิน   จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปีพ.ศ.2540 มีจำนวนทั้งสิ้น 39 คน
       7.2  กลุ่มตัวอย่าง                                                                                                                          ผู้ปกครองของเด็กวัยอนุบาล (3-6ปีในบ้านหนองกก หมู่ที่ 4 ตำบลพัฒนา อำเภอพรพิน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปีพ.ศ.2540 จำนวน 8 คน ได้มาโดยคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในโปรแกรม

8.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
       ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  ผู้ปกครองของเด็กวัยอนุบาลทั้งหมดในหมู่บ้านหนองกก หมู่ที่ 4 ตำบลพัฒนา อำเภอพรพิน จังหวันครศรีธรรมราช ในปีพ.ศ.2540 มีจำนวนทั้งสิ้น 39 คน 

9.การดำเนินการวิจัย
        ขั้นที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
        ขั้นที่ การสร้างโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล ด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
        ขั้นที่ 3 การทดลองการใช้โปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล
        ขั้นที่ 4 การปรับปรุงโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล ด้วยรูปแบบการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา


10.การวิเคราะห์ข้อมูล
        10.1 การจำแนกชนิดของข้อมูล     
                 การวิเคราะห์ข้อมูล ในระยะที่ 1 ในช่วงของการเก็บข้อมูลพื้นฐานเพื่อตั้งคำถามของการวิจัย  ผู้วิจัยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์โดยการจำแนกชนิดของข้อมูล เพื่อจัดข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ หรือเป็นชนิดตามลักษณะร่วมของข้อมูลเหล่านั้น
        10.2 การสร้างข้อสรุปย่อยด้วยการวิเคราะห์แบบอุปนัย                                             
                จากข้อมูลในสัมภาษณ์ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล ที่ทำดัชนีแล้วข้างต้น นำมาวิเคราะห์โดยการจำแนกชนิดของข้อมูล และหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับดัชนี เพื่อนำมาสร้างข้อสรุป       


11.สถิติที่ใช้ในการวิจัย
การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาวิจัย แบ่งเป็น 2 ตอน  ดังนี้
       ตอนที่ 1  ผลการทดลองใช้โปรแกรมฯ ประกอบด้วยข้อมูล 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 
              1.ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการตั้งคำถามของวิจัย
              2.คำตอบของการวิจัย: การเปลี่ยนแปลงแผนพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล
              3.ข้อค้นพบอื่นๆ
       ตอนที่ 2  ข้อค้นพบที่ได้จากการทดลองและการปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมฯ
              1.การนำข้อค้นพบที่ได้มาวิเคราะห์และปรับปรุงโปรแกรม

              2.โปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล  ด้วนรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาฉบับสมบูรณ์

12.สรุปผลการวิจัย
         หลังการทดลองใช้โปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายเด็ก
วัยอนุบาล ด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงแบบพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาลในเรื่องที่ผู้ปกครองเลือกมาแก้ปัญหา   ได้แก่  โรคฟันผุ  ในเด็กวัยอนุบาล  ดังนี้

         1.ผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนพฤติกรรมการส่งเสริมการรักษาสุขภาพในช่องปากและฟันของเด็กอนุบาล ด้านการแปรงฟัน จากพฤติกรรมการไม่ได้ติดตามการดูแลการแปรงฟันของเด็กหรือติดตามอย่างไม่สม่ำเสมอ มาเป็นพฤติกรรมการดูแลการแปรงฟันของเด็กอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กในด้านการแปรงฟัน
             2.ผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนพฤติกรรมการส่งเสริมการรักษาสุขภาพในช่องปากและฟันของเด็กวัยอนุบาล ด้านการรับประทานอาหารมีประโยชน์จากพฤติกรรมปล่อยให้เด็กเลือกซื้ออาหารรับประทานเองตามใจชอบ ซึ่งมักไม่มีคุณค่าของสารอาหาร มาเป็นพฤติกรรมดูแลรับประทานอาหารเด็กอย่างสม่ำเสมอด้วยการเลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์ให้เด็กรับประทาน กำกับดูแลการเลือกซื้อและรับประทานอาหารอย่างใกล้ชิดรวมทั้งแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์


                   

    กลุ่มที่ 5   เรื่อง  การเสริมพื้นฐานทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรม สนุกกับลูกรัก
การศึกษา:  ระดับปริญญาศึกษามหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ปีที่ทำวิจัย: 2556
ผู้วิจัย: บุษยมาศ ผึ้งหลวง

1.บทนำ  ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
    1.1 เนื่องจากคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของเด็กสังเกตได้จากการเล่นการพูดคุยของเด็กมักมีเรื่องราวคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง
    1.2 เนื่องจากผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยเอาใจใส่ลูกเป็นครั้งคราว
    1.3 ผู้ปกครองเป็นบุคคลสำคัญและใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ผลักดันให้การดำเนินชีวิตของเด็กในด้านต่างๆประสบความสำเร็จได้ 

2.วัถตุประสงค์การวิจัย
    2.1 เพื่อศึกษาทักษะทางคณิตศาสตร์
    2.2 เพื่อศึกษาทักษะการเปลี่ยนแปลงของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
    2.3 เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ   

3.ขอบเขตการศึกษาการวิจัย
      - เด็กปฐมวัยชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอนุบาลปี่ที่ 1 โรงเรียนวัดผึ่งแดด แบบเจาะจง จำนวน 20 คน

4.ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
     4.1 ตัวแปรต้น 
 - ชุดกิจกรรม สนุกกับลูกรัก
     4.2 ตัวแปรตาม
 - ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

5.นิยามศัพท์เฉพาะ   
      5.1 เด็กปฐมวัย  หมายถึง เด็กชาย หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี
      5.2 ผู้ปกครอง    หมายถึง พ่อแม่ญาติพี่น้อง บุคคลอื่นที่อยู่ไกล้ชิดเด็ก
      5.3 กิจกรรม “สนุกกับลูกรัก” หมายถึง  เอกสารให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง

6.สมมติฐานการวิจัย
       หลังจากการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรม “สนุกกับลูกรัก” เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทักษะทางพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โยรวมและจำแนกรายทักษะสูงขึ้น

7.วิธีการดำเนินการวิจัย
     7.1 กลุ่มตัวอย่าง
     เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอนุบาลปี่ที่ 1 โรงเรียนวัดผึ่งแดดแบบเจาะจง 20 คน 

8.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
       8.1 ชุดกิจกรรม“สนุกกับลูกรัก” จำนวน 8 ชุด
       8.2 แบบทดสอบเชิงปฏิบัติทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

9.การดำเนินการวิจัย
        9.1 ขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง
       9.2 ทำการทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นรายบุคคล
       9.3 เชิญผู้ปกครองเข้าร่วมปฐมนิเทศ เพื่อรับทราบบทบาทและขั้นตอนของกิจกรรม
       9.4 มอบหมายชุดกิจกรรมให้เด็ก
       9.5 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมชุดกิจกรรม
       9.6 แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ปกครองละผู้วิจัย
       9.7 ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันจันทร์ พุธ ศุกร์ วันละ 45 นาที ทั้งหมด 24 ครั้ง

10.การวิเคราะห์ข้อมูล
       10.1 การแปรผลระดับทักษะทางคณิตศาสตร์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
       10.2 การคำนวณหาค่าเฉลี่ยของคะแนน
       10.3 การคำนวณหาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

11.สถิติที่ใช้ในการวิจัย
      11.1 หาค่าความเที่ยงตรงแบบทดสอบรายข้อ
      11.2 หาค่าความยากง่ายแบบทดสอบรายข้อ
      11.3 หาค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบ
      11.4 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
      11.5 หาค่าเฉลี่ยของคะแนน
      11.6 หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
      11.7 ใช้สูตร T – test หาค่าความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อน-หลัง ทำการทดลอง

12.สรุปผลการวิจัย 
     12.1 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยผู้
ปกครองผ่านชุดกิจกรรมลูกรัก  ทั้งโดยรวมและจำแนกรายทักษะ พบว่า เด็กปฐมวัยหลังได้รับการส่ง
เสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรมสนุกกับลูกรัก มีการ
เปลี่ยนแปลงสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
     12.2 การส่งเสริมทักษะพื้นฐาานทางคณิตศาสตร์ปฐมวัยก่อนการทดลองมีคะแนนโดยรวมอยู่ใน
ระดับควรปรับปรุง (=12.90)  และหลังการทดลองที่ได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของ
เด็กปฐมวัย โดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรมลูกรัก มีคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับดี (=30.35)


ประเมินตนเอง

  เข้าเรียนตรงต่อเวลา  การแต่งกายเรียบร้อย และตั้งใจนำเสนองานวิจัยหน้าชั้นเรียน
อย่างเต็มค่ะ

ประเมินเพื่อน

  เพื่อนๆทุกกลุ่ม  มีการเตรียมตัวที่ดี  ทั้งเนื้อหาในการรายงานและการเตรียมตัวรายงาน
อย่างเต็มค่ะ

ประเมินอาจารย์

  อาจารย์มีแนะนำข้อมูลเพิ่มเติมในงานวิจัยบางกลุ่ม เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจมากยิ่งขึ้นค่ะ

    
   

       

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่  6

วันพฤหัสบดี   ที่  19  กันยายน   2562
       


                          บทที่  5   รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองในสถานศึกษา  


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

1.Weekly   news        ข่าวประจำสัปดาห์ 

2.Newsletter             จดหมายข่าว
3.Bulletin  board       ป้ายนิเทศ
4.Conversation        การสนทนา
5.Exhibition              นิทรรศการ
6.Parent  Guide       คู่มือผู้ปกครอง
7.Meeting                การประชุม
8.Booklet                 จุลสาร
9.Parent  Corner      มุมผู้ปกครอง
10.Parent  library     ห้องสมุดผู้ปกครอง

        สถานศึกษาปฐมวัยจะต้องทำหน้าที่และร่วมกันรณรงค์เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาและการมีส่วนร่วมกับการศึกษาปฐมวัย  โดยจะต้องพัฒนาทั้งความรู้และทักษะ เพื่อนำไปใช้กับเด็กอย่างถูกวิธี

1.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับชั้นเรียน

          1.1 ข่าวสารประจำสัปดาห์
                   -รายละเอียดของการสาระการเรียนรู้  ประสบการณ์และกิจกรรมที่สถานศึกษาวางแผนไว้ประจำสัปดาห์
                   -พัฒนาการและการเรียนรู้ที่เด็กได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
                   -กิจกรรมครอบครัว  เช่น  วาดภาพระบายสี   เกมปริศนาคำทาย
                   -เรื่องน่ารู้สำหรับผู้ปกครอง   เช่น  การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก   การแก้ไขปัญหาพฤติกรรม
                   -ข้อเสนอแนะของผู้ปกครอง

          1.2 จดหมายข่าวและกิจกรรม
                   -ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเด็กและผู้ปกครอง
                   -กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการสำหรับผู้ปกครอง  เช่น  นิทาน
                   -ความรู้สำหรับผู้ปกครอง   

          1.3 ป้ายนิเทศ 
                    -ข้อมูลจากนิตยสาร  หนังสือพิมพ์  วารสาร
                    -เกร็ดความรู้หรือสาระน่ารู้สำหรับผู้ปกครอง
                    -ภาพถ่ายกิจกรรมในชั้นเรียน
                    -ผลงานแห่งความภาคภูมิใจ
                    -กิจกรรมในโอกาสพิเศษ   เช่น  ทัศนศึกษา

          1.4 การสนทนา
                     -เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้มีโอกาสพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็ก
                     -เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียน
                     -เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็ก ขณะที่อยู่โรงเรียนและที่บ้าน

2.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับสถานศึกษา
         
          2.1 ห้องสมุดผู้ปกครอง
                  เพื่อให้ผู้ปกครองได้มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานของสถานศึกษา  การอบรมเลี้ยงดู  การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก   การจัดการศึกษา  ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันและส่งผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ

         2.2 ป้ายนิเทศ
                 -ข้อมูลการดำเนินงานของโรงเรียน  เช่น  ปรัชญา   นโยบาย
                 -ข่าวของสถานศึกษา   เช่น  การประชุม
                 -ประกาศต่างๆของทางโรงเรียน   เช่น  วันหยุด   นัดประชุม
                 -ข่าวสารบริการต่างๆ   เช่น   แนะนำสถานศึกษา
                 -กิจกรรมของสถานศึกษา   เช่นกิจกรรมวันครู
                 -ป้ายสำหรับผู้ปกครองในการแสดงความคิดเห็น

          2.3 นิทรรศการ
                   -นิทรรศการเพื่อประชาสัมพันธ์
                   -นิทรรศการเพื่อให้ความรู้
                   -นิทรรศการเพื่อความบันเทิง

          2.4 มุมผู้ปกครอง
                  -เพื่อให้ผู้ปกครองได้ใช้เวลาว่างระหว่างการรอรับ-ส่งเด็ก  ให้เกิดประโยชน์ด้วยการอ่านหนังสือ

          2.5 การประชุม
                  -เพื่อแถลงนโยบายการจัดการศึกษากับผู้ปกครอง
                  -แจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงาน
                  -สร้างความสามัคคีระหว่างผู้ปกครองกับครู

          2.6 จุลสาร
                  -เนื้อหาความรู้ที่นำเสนอ
                  -ภาพประกอบมีสีสันสวยงาม
                  -ควรมีคอลัมน์สำหรับผู้ปกครอง
                  -จัดทำรูปเล่มให้น่าสนใจ
                  -ภาษาวิชาการไม่มากเกินไป

          2.7 คู่มือผู้ปกครอง
                  -ปรัชญาและเป้าหมายของสถานศึกษา
                  -หลักสูตรและการจัดประสบการณ์
                  -บุคลากรเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถ
                  -อาคาร   สถานที่  สภาพแวดล้อม
                  -การวัดและประเมินผล

          2.8 ระบบอินเทอร์เน็ต
                   -ข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษา
                   -สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรัเด็ก
                   -กิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ข่าวสาร  ข้อมูล
                   -คำถามของผู้ปกครอง
                   -เครือข่ายสถานศึกษาที่เกี่ยวข้อง

สรุปรูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองในสถานศึกษา 
              สถานศึกษาสามรถจัดให้บริการแก่ผู้ปกครอง  โดยมีข้อคิดที่สำคัญ  คือ  การคิดหาสื่อและช่องทางที่จะทำให้ความรู้ต่างๆ ถึงผู้ปกครองอย่างทั่วถึง รวดเร็ว และมีการตอบกลับ เพื่อให้สถานศึกษาได้รับรู้ว่าผู้ปกครองตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและทำให้การศึกษาเกิดแนวคิดต่อการพัฒนารูปแบบในการให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

                                        คำถามท้ายบทที่ 5

1.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับชั้นเรียน  ครูประจำชั้นควรพิจารณาในการเลือกใช้รูปแบบใดบ้าง  จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ   1.1 การสนทนา  เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กขณะที่อยู่โรงเรียนและที่บ้านได้อย่างใกล้ชิดกัน  ได้ร่วมกันหาวิธีการแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหาเพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น   เช่น  การชอบแกล้งเพื่อน    การแสดงอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์
         1.2 จดหมายข่าวและกิจกรรม  เพื่อให้ผู้ปกครองทราบข่าวสารและมีวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับเด็กได้อย่างถูกต้อง  เช่น  ข่าวกิจกรรมประจำวัน   กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ภาพปะติด 

2.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับสถานศึกษามีรูปแบบใดบ้าง  จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ    2.1 ห้องสมุดผู้ปกครอง    เพื่อให้ผู้ปกครองได้มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานของสถานศึกษา  การอบรมเลี้ยงดู  การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก   การจัดการศึกษา  ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันและส่งผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ   เช่น  การจัดกิจกรรมให้ความรู้การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
          2.2 ป้ายนิเทศ  เพื่อให้ทราบข้อมูลข่าวสารของโรงเรียนและกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ  เช่น  การจัดบอร์ดวันแม่    ทำแผ่นผับให้ความรู้ข่าวสารกิจกรรมผู้ปกครองตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและทำให้การศึกษาเกิดแนวคิดต่อการพัฒนารูปแบบในการให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
         2.3 นิทรรศการ  เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และความบันเทิง  เช่น  การจัดนิทรรศการประกวดวาดภาพระบายสี
         2.4 มุมผู้ปกครอง  เพื่อให้ผู้ปกครองได้ใช้เวลาว่างระหว่างการรอรับ-ส่งเด็ก  ให้เกิดประโยชน์ด้วยการอ่านหนังสือ  เช่น  ให้ผู้ปกครองเขียนแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่อยากให้โรงเรียนปรัปรุงหรือจัดทำขึ้นให้มีประสิทธิภาพที่ดีผู้ปกครองตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและทำให้การศึกษาเกิดแนวคิดต่อการพัฒนารูปแบบในการให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
          2.5 การประชุม  เพื่อแถลงนโยบายการจัดการศึกษากับผู้ปกครอง   แจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานและสร้างความสามัคคีระหว่างผู้ปกครองกับครู  เช่น   การประชุมการจัดระบบการศึกษา
          2.6 จุลสาร   จัดทำรูปเล่มให้น่าสนใจ  ภาษาเข้าใจง่ายและควรมีคอลัมน์สำหรับผู้ปกครอง
         2.7 คู่มือผู้ปกครอง   ได้แก่  ปรัชญาและเป้าหมายของสถานศึกษา   หลักสูตรและการจัดประสบการณ์    บุคลากรเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถ   อาคาร   สถานที่  สภาพแวดล้อม
และการวัดประเมินผล
          2.8 ระบบอินเทอร์เน็ต   เพื่อให้ผู้ปกครองสะดวกในการรับรู้ข่าวสารทางโรงเรียนได้อย่างรวดเร็ว

3.นักศึกษามีวิธีการหรือแนวทางแก้ปัญหาผู้ปกครองที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการหรือกิจกรรมให้ความรู้ผู้ปกครอง  จงอธิบาย
ตอบ      มีการพูดคุยกับผู้ปกครองเป็นการส่วนตัว  ใช้คำพูดที่โน้มน้าวให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญกับตัวเด็กให้มากที่สุด  เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมไปในทางที่ดีต่อกับสังคมไทย และจะทำให้ผู้ปกครองและตัวเด็กเกิดความสุขทั้งทางกายและใจมากที่สุด

4.การจัดกิจกรรมการให้ความรุู้ผู้ปกครองมีความมีสำคัญและจำเป็นอย่างไร  จงอธิบาย
ตอบ     เพื่อให้ผู้ปกครองตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและทำให้การศึกษาเกิดแนวคิดต่อการพัฒนารูปแบบในการให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด


5.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพ  มีลักษณะของรูปแบบอย่างไร  จงอธิบายพร้อมแสดงความคิดเห็น
ตอบ     5.1  มีลักษณะรายละเอียดที่ชัดเจน  ทั้งในเนื้อหาและสื่อการเรียนรู้  ได้แก่   วิธีการอบรมเลี้ยงดู    วิธีการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และวิธีการจัดการศึกษา
             5.2  มีการคิดหาสื่อและช่องทางที่จะทำให้ความรู้ต่างๆถึงผู้ปกครองอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ประเมินตนเอง

       
           เข้าเรียนตรงต่อเวลา   การแต่งกายถูกระเบียบ  จดบันทึกข้อมูลที่ประโยชน์ในการนำไปใช้ได้จริงในอนาคตในการฝึกสอนค่ะ

ประเมินเพื่อน
       
          เพื่อนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรียนสักเท่าไรค่ะ  พูดคุยเสียงดังกันเป็นบางช่วงค่ะ

ประเมินอาจารย์
         
           อาจารย์ได้มีตัวอย่างในการทำโครงการให้ความรู้ผู้ปกครอง  อย่างเป็นขั้นตอนและละเอียดชัดเจน   เข้าใจมากยิ่งขึ้นค่ะ

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่  5

วันพฤหัสบดี   ที่  13  กันยายน   2562




                         บทที่ 4  โครงการการให้ความรู้ผู้ปกครองในและต่างประเทศ

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา

1.Book  start                                         โครงการหนังสือเล่มแรก
2.Picture  book                                      หนังสือภาพ
3.Mother  and  Child Clinic                    คลินิกครอบครัวแม่และเด็ก
4.Almoner                                             นักสังคมสงเคราะห์
5.Early  Childhood  Center                   ศูนย์เด็กปฐมวัย
6.Baby  Health  Center                         ศูนย์สุขภาพเด็ก
7.Correct  behavior                               แก้ไขพฤติกรรม
8.Initial  health  checkup                       การตรวจสุขภาพเบื้องต้น
9.Parent  as  Teachers  Program         โครงการพ่อแม่ในฐานะครู
10.Participation  of  parents                 การมีส่วนร่วมของพ่อแม่


โครงการ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในประเทศไทย

      
     1.โครงการแม่สอนลูก
                   เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  แม่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ถูกต้อง โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ คือ  กรมการฝึกหัดครู (สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ) กระทรวงศึกษาธิการ
             
           2.โครงการแม่สอนลูก
                  เป้าหมายที่สำคัญ  คือ แม่มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถจัดกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กก่อนไปโรงเรียน   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ  คือ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดอุบลราชธานี
                
            3.โครงการการพัฒนารูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ผ่านชุมชน 
                เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มีความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้อง   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ   กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข
            
           4.โครงการการพัฒนารูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูด้อยโอกาสอายุต่ำกว่า 3 ปี ผ่านชุมชน
                  เป้าหมายที่สำคัญ   คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กด้อยโอกาสอายุต่ำกว่า 3 ปี มีความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้อง    โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ  คือ  กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข

            5.โครงการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กไทย

                   เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชน    โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ  คือ สำนักพัฒนาสุขภาพจิตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

           6.โครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว  "บ้านล้อมรัก"

                    เป้าหมายที่สำคัญ คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทของตนเองต่อการสร้างความสัมพันธ์ในการดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน  เพื่อให้ปลอดภัยและห่างไกลยาเสพติด โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ คือ  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

           7.โครงการหนังสือเล่มแรก   (Book  start  Thailand)
                    เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองมีความสุขร่วมกันในโลกของหนังสือสร้างพื้นฐานการอ่านและสานสัมพันธ์ในครอบครัว   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ คือ  มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก  (Thai  BBY)

            8.โครงการพัฒนาเด็กโดยครอบครัว  
                     เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ให้แก่พ่อแม่  สมาชิกในครอบครัว  เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก  โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ  คือ   กระทรวงศึกษาธิการ     กระทรวงสาธารณสุข     กระทรวงมหาดไทย    มหาวิทยาลัยมหิดลและหน่วยงานท้องถิ่น

           9.คลินิกให้คำปรึกษาก่อนสมรส  
                      เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  สร้างคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสุขภาพพลานามัยให้ครอบครัว  โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ  คือ  โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า


โครงการ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในต่างประเทศ


            
1.โครงการศูนย์ส่งเสริมประสบการณ์เด็กปฐมวัย  (Early  Childhood  Enrichment Center) 
                     เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  สอนแม่ที่อายุน้อยให้สามารถผลิตของเล่น  รู้จักใช้สื่ออุปกรณ์เล่นกับลูกเพื่อช่วยพัฒนาเด็ก    โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  อิสราเอล
                                                             
            2.โครงการฮาร์ทาฟ  (HATAF)
                       เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพัฒนาการเด็ก   การจัดการสิ่งแวดล้อม  การเล่นกับเด็ก   การพัฒนาทักษะการพูดกับเด็ก   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ
 คือ  อิสราเอล

            3.โครงการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สำหรับผู้ปกครองและเด็ก  (Cretive  Workshops for Parents and  Children)
                       เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองมีความสามารถในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็ก   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  อิสราเอล
          
           4.โครงการศูนย์ข้อมูลพ่อม่   
                         เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  สร้างความสำนึกให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนที่มีต่อเด็ก   และสนับสุนให้ผู้ปกครองมีความสามารถในการดูแลเด็กอย่างถูกต้อง   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  สหรัฐอเมริกา
   
           5.โครงการเฮดสตาร์ท  (Head  Start)
                        เป้าหมายที่สำคัญ   คือ  สร้างครอบครัวให้เข้มแข็งในการเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กชั้นต้น    เชื่อมโยงเด็กและครอบครัวต่อการบริการชุมชนที่มีความต้องการจำเป็น และประกันโครงการที่จัดการดีกว่าพ่อแม่เด็กมีส่วนร่วมในการตกลงใจ  โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  สหรัฐอเมริกา

           6.โครงการโฮมสตาร์ท  (Home  Start)

                         เป้าหมายที่สำคัญ   คือ  สร้างความสำนึกให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนที่มีต่อเด็กและสนับสนุนให้ผู้ปกครองมีความสารถในการดูแลเด็กอย่างถูกต้อง  โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  สหรัฐอเมริกา

           7.โครงการสมาร์ทสตาร์ท  (Smart  Start)
                          เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองมีความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กให้มีความพร้อมก่อนเข้าเรียนในโรงเรียน    โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  สหรัฐอเมริกา

           8.โครงการ  Brooklyne   Early   Education  
                           เป้าหมายที่สำคัญ   คือ   พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความสามารถในการเลี้ยงดู เด็กด้านสุขภาพเบื้องต้นและวิธีการจัดการศึกาษาให้แก่เด็กอายุ 2  ขวบขึ้นไป   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  สหรัฐอเมริกา

            9.โครงการเพลย์เซ็นเตอร์
                           เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทในระบบการศึกษาของโรงเรียน   โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  นิวซีแลนด์

            10.โครงการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาของโรงเรีย
                            เป้าหมายที่สำคัญ   คือ  ผู้ปกครองเข้าใจระบบการศึกษาของโรงเรียนในทุกด้าน  โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  นิวซีแลนด์

            11.โครงการพ่อแม่ คือ ครูคนแรก  (Parent  as  First  Teachers)
                           เป้าหมายที่สำคัญ คือ  ช่วยเหลือแนะนำและให้ดู
            ข้อมูลแก่พ่อแม่ให้มีความรู้  ความเข้าใจพัฒนาการเด็ก  การอบรมเลี้ยงดู และการส่งเสริมพัฒนาการ  โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  นิวซีแลนด์

            12.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองในลักษณะ ".Early  Childhood  Center" หรือ  "Baby  Helth  Center" 
                           เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  ให้คำแนะนำ  พ่อแม่ ผู้ปกครองเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายและใจ    โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  ออสเตรเลีย
         
            13.โครงการบุ๊คสตาร์ทในประเทศอังกฤษ  (Bookstart  UK)
                          เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองใช้หนังสือในการพัฒนาความรู้สึกรักหนังสือและการอ่านให้แก่เด็ก    โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  อังกฤษ

            14.โครงการบุ๊คสตาร์ทในประเทศญี่ปุ่น  (Bookstart  Japan)
                         เป้าหมายที่สำคัญ  คือ  พ่อแม่ผู้ปกครองใช้หนังสือเป็นสื่อกลางเพื่อสร้างความอบอุ่น อ่อนโยนให้แก่เด็ก    โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ   คือ  ญี่ปุ่น

สรุปโครงการการให้ความรู้ผู้ปกครองในและต่างประเทศ
     
           ทุกประเทศให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย  ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง เป็นวัยแห่งการเริ่มต้นที่ดีของชีวิต   พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมและมีคุณภาพในการดูแลเด็ก  เพื่อให้เด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ

                                                           

                                                คำถามท้ายบทที่  4


1.ในการดำเนินการโครงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งในและต่างประเทศมีเป้าหมายร่วมกันอย่างไร
ตอบ     เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีความรู้และความพร้อมในการอบรมเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่ปฐมวัยอย่างถูกต้องให้เด็กเติบโตไปเป็นเยาวชนที่ดีของประเทศชาติ


2.นักศึกษามีแนวคิดอย่างไรที่จะสนับสนุนให้ความรู้ผู้ปกครองประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม  จงอธิบาย
ตอบ      มีการจัดโครงการให้ความรู้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยการบรรยายให้ความรู้กับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด  มีการแชร์ประสบการณ์ระหว่างครูและผู้ปกครองร่วมกัน  มีเอกสารคำแนะนำหลักการวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างครบถ้วนในพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน อย่างละเอียดชัดเจน   เช่น   การช่วยเหลือตนเองในการใช้ชีวิตประจำวันสำหรับเด็กปฐมวัย      การฝึกทักษะการเรียนรู้ของตัวเด็ก


3.ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นผู้ที่ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยในอนาคต จงยกตัวอย่างขององค์ความรู้หรือเรื่องที่ต้องการจะถ่ายทอดให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูเด็ก มา 5 เรื่องพร้อมอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ    3.1 การฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้    เช่น   การรับประทานอาหาร   การเข้าห้องน้ำ   พ่อแม่ต้องฝึกให้เด็กทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้วยตัวเด็กอย่างอย่างสม่ำเสมอ  พ่อแม่ทำเป็นแบบอย่างให้เด็กได้ทำตาม
            3.2 การฝึกทักษะการเรียนรู้   เช่น  พ่อแม่ต้องถามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเด็กในเรื่อง  สมาชิกครอบครัว  ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  แล้วให้เด็กตอบคำถาม จะทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิดและจำจดในการเรียนรู้   
            3.3 การรู้จักพูดคุยกับผู้อื่น   เช่น  การทักทายครู  และเพื่อนๆในช่วงเช้าที่มาโรงเรียน
            3.4 การฝึกการกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง   เช่น   พ่อแม่ต้องพาไปทำกิจกกรรมนอกบ้าน  พบปะผู้คน  เพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับผู้คนอื่น
            3.5 การรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น  เช่น  พ่อแม่ต้องให้เด็กช่วยเหลืองานบ้านที่ง่ายๆให้เด็กสามารถทำได้ไม่เกินความสามารถของเด็ก
         

4.การให้ความรู้ผู้ปกครองสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่อย่างไร  จงอธิบาย
ตอบ    มีผลต่อพฤติกรรมเด็กเป็นอย่างมาก  เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครองจะมีวิธีการรับมือปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกได้อย่างถูกหลักการ  และมีวิธีการที่จะทำให้ลูกมีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น


5.นักศึกษาจะมีวิธีในการติดตามผลการให้ความรู้ผู้ปกครองอย่างไร  จงอธิบาย
ตอบ    มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อกับผู้ปกครอง  เช่น  เบอร์โทรศัพท์   สื่อโซเชียลทางอินเทอร์เน็ตต่างๆ   และถามพฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นเป็นระยะ  หากมีปัญหาผู้ปกครองและคุณครูต้องมีความร่วมมือกันเป็นอย่างมากหาวิธีการแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน  



ประเมินตนเอง
       
            มาเรียนตรงต่อเวลา  แต่งกายเรียบร้อย และจดบันทึกข้อมูลที่สำคัญในเนื้อหาการเรียนค่ะ

ประเมินเพื่อน
         
           เพื่อนๆ ทุกคนให้ความสนใจกับการสื่อหนังสือนิทานที่อาจารย์นำมาให้ดูอย่างตั้งใจกันดีทุกคนค่ะ

ประเมินอาจารย์
       
            อาจารย์อธิบายรายละเอียดโครงการได้อย่างละเอียด และมีสื่อประกอบการสอนให้นักศึกษาได้ดูอย่างครบถ้วนดีค่ะ